คลื่นเสียง (Sound Waves)

เวลาเราพูดถึงคำว่า “เสียง” หลายคนอาจนึกถึงสิ่งที่ลอยมาเข้าหู แต่ในความเป็นจริงแล้ว เสียงคือพลังงานทางกายภาพชนิดหนึ่งที่จับต้องได้ทางฟิสิกส์ เรียกว่า พลังงานเสียง (Acoustical Energy)

พลังงานเสียงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของความดันอากาศ เมื่อมีบางอย่างทำให้อากาศสั่น เช่น ลำโพง สายกีตาร์ หรือสายเสียงของมนุษย์ การสั่นนั้นจะเดินทางผ่านอากาศมาถึงหูเรา และสมองก็แปลผลออกมาเป็นเสียงที่เราได้ยิน

การสั่นของอากาศไม่ได้เกิดขึ้นแบบสะเปะสะปะ แต่เกิดเป็นรอบ ๆ อย่างมีรูปแบบ โดย โดยหนึ่งรอบของคลื่นความดันเสียง จะประกอบด้วยสองช่วงหลัก

  • ช่วงแรกคือการอัดตัว (compression) ซึ่งเป็นช่วงที่โมเลกุลของอากาศถูกอัดแน่นเข้าหากัน
  • จากนั้นจะตามด้วยช่วงการขยายตัว (rarefaction) ซึ่งเป็นช่วงที่โมเลกุลอากาศกระจายออกและความดันลดลง สองช่วงนี้สลับกันไปเรื่อย ๆ กลายเป็นคลื่นเสียงที่เดินทางผ่านอากาศ ความแรงของการอัดและขยายตัวนี้เรียกว่า แอมพลิจูด (Amplitude) ถ้าแอมพลิจูดสูง เราจะรับรู้ว่าเสียงดัง เพราะอากาศถูกอัดและขยายตัวมาก ถ้าแอมพลิจูดต่ำ เสียงก็จะเบาลงตามไปด้วย
ส่วนความเร็วของการสั่นอากาศในแต่ละวินาที เรียกว่า ความถี่ (Frequency) ความถี่บอกว่าในหนึ่งวินาที คลื่นเสียงสั่นกี่รอบ โดยทั่วไปมนุษย์สามารถได้ยินเสียงที่มีความถี่อยู่ในช่วงประมาณ 20 ถึง 20,000 รอบต่อวินาที (cps) ความถี่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับสิ่งที่มนุษย์เรารับรู้เรียกว่า ระดับเสียง (Pitch) แม้ว่า Pitch จะเป็นการรับรู้ของมนุษย์ที่ซับซ้อนกว่าค่าทางฟิสิกส์ แต่โดยหลักง่าย ๆ คือ เสียงที่มีความถี่สูง จะถูกเรารับรู้ว่าเป็นเสียงแหลม เสียงที่มีความถี่ต่ำ จะถูกเรารับรู้ว่าเป็นเสียงทุ้ม หน่วยที่ใช้เรียกความถี่คือ เฮิรตซ์ (Hertz – Hz) ซึ่งหมายถึงจำนวนรอบต่อวินาที เช่น 20 Hz หมายถึงการสั่น 20 cps นอกจากความถี่แล้ว คลื่นเสียงยังมีค่าที่เรียกว่า คาบ (Period) คาบ (Period) คือระยะเวลาที่คลื่นเสียงใช้สั่นครบหนึ่งรอบ และคำนวณได้จากสมการง่าย ๆ คาบ (Period) = 1 ÷ ความถี่ (Frequency) เมื่อคลื่นเสียงเดินทางผ่านอากาศ มันจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 1130 ฟุตต่อวินาที หรือ 344 เมตรต่อวินาที ที่ระดับน้ำทะเลและอุณหภูมิมาตรฐาน ที่สำคัญคือ ความเร็วของเสียงไม่ขึ้นกับความถี่ สุดท้ายคือ ความยาวคลื่น (Wavelength) ซึ่งหมายถึงระยะทางจริงที่คลื่นเสียงหนึ่งรอบเดินทางผ่าน โดยคำนวณได้จากสมการ คความยาวคลื่น (Wavelength) = ความเร็วของเสียง ÷ ความถี่ (Frequency) เข้าใจคลื่นเสียงตรงนี้ จะช่วยให้การเรียนรู้เรื่องระบบเสียง ลำโพง ไมโครโฟน และการปรับเสียงในขั้นต่อไปง่ายขึ้นมาก

ส่วนความเร็วของการสั่นอากาศในแต่ละวินาที เรียกว่า ความถี่ (Frequency) ความถี่บอกว่าในหนึ่งวินาที คลื่นเสียงสั่นกี่รอบ โดยทั่วไปมนุษย์สามารถได้ยินเสียงที่มีความถี่อยู่ในช่วงประมาณ 20 ถึง 20,000 รอบต่อวินาที (cps)

ความถี่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับสิ่งที่มนุษย์เรารับรู้เรียกว่า ระดับเสียง (Pitch) แม้ว่า Pitch จะเป็นการรับรู้ของมนุษย์ที่ซับซ้อนกว่าค่าทางฟิสิกส์ แต่โดยหลักง่าย ๆ คือ

  • เสียงที่มีความถี่สูง จะถูกเรารับรู้ว่าเป็นเสียงแหลม
  • เสียงที่มีความถี่ต่ำ จะถูกเรารับรู้ว่าเป็นเสียงทุ้ม
  • หน่วยที่ใช้เรียกความถี่คือ เฮิรตซ์ (Hertz – Hz) ซึ่งหมายถึงจำนวนรอบต่อวินาที เช่น 20 Hz หมายถึงการสั่น 20 cps
  • นอกจากความถี่แล้ว คลื่นเสียงยังมีค่าที่เรียกว่า คาบ (Period)
แผนภาพแสดงความถี่ของคลื่นเสียง (Frequency) เปรียบเทียบคลื่นเสียงความถี่ต่ำ กลาง และสูง ความถี่สัมพันธ์กับระดับเสียงหรือ Pitch วัดเป็นหน่วยเฮิรตซ์ (Hertz – Hz) ในช่วงการได้ยินของมนุษย์ประมาณ 20–20,000 Hz

คาบ (Period) คือระยะเวลาที่คลื่นเสียงใช้สั่นครบหนึ่งรอบ และคำนวณได้จากสมการง่าย ๆ


คาบ (Period) = 1 ÷ ความถี่ (Frequency)


เมื่อคลื่นเสียงเดินทางผ่านอากาศ มันจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 1130 ฟุตต่อวินาที หรือ 344 เมตรต่อวินาที ที่ระดับน้ำทะเลและอุณหภูมิมาตรฐาน ที่สำคัญคือ ความเร็วของเสียงไม่ขึ้นกับความถี่

สุดท้ายคือ ความยาวคลื่น (Wavelength) ซึ่งหมายถึงระยะทางจริงที่คลื่นเสียงหนึ่งรอบเดินทางผ่าน โดยคำนวณได้จากสมการ


ความยาวคลื่น (Wavelength) = ความเร็วของเสียง ÷ ความถี่ (Frequency)


เข้าใจคลื่นเสียงตรงนี้ จะช่วยให้การเรียนรู้เรื่องระบบเสียง ลำโพง ไมโครโฟน และการปรับเสียงในขั้นต่อไปง่ายขึ้นมาก

แผนภาพคลื่นเสียงหนึ่งรอบ แสดง compression rarefaction แอมพลิจูด คาบ และความยาวคลื่น

🔰 สรุปสำหรับมือใหม่

  • เสียงคือ พลังงานเสียง (Acoustical Energy) ที่เกิดจากการสั่นของอากาศ
  • คลื่นเสียงมีสองช่วง คือ compression และ rarefaction
  • Amplitude บอกความดังของเสียง
  • Frequency บอกจำนวนรอบการสั่นต่อวินาที
  • Pitch คือการรับรู้ระดับเสียงของมนุษย์
  • เสียงเดินทางในอากาศด้วยความเร็วประมาณ 344 เมตรต่อวินาที
  • Wavelength ขึ้นกับความเร็วของเสียงและความถี่

❓ FAQ สำหรับมือใหม่

A: คลื่นเสียงคือการเปลี่ยนแปลงของความดันอากาศที่สั่นเป็นรอบ ๆ เกิดจากพลังงานเสียง (Acoustical Energy)

A: compression คือช่วงที่อากาศถูกอัดแน่น ส่วน rarefaction คือช่วงที่อากาศขยายตัวและความดันลดลง

A: แอมพลิจูดมีผลต่อความดังของเสียง แอมพลิจูดสูงจะทำให้เสียงดังขึ้น

A: Frequency เป็นค่าทางฟิสิกส์ ส่วน Pitch คือการรับรู้ระดับเสียงของมนุษย์

คลื่นเสียง (Sound Waves) คือการเปลี่ยนแปลงของความดันอากาศที่สั่นเป็นรอบ ๆ ประกอบด้วย compression และ rarefaction ความดังของเสียงขึ้นกับแอมพลิจูด (Amplitude) ส่วน Pitch สัมพันธ์กับความถี่ (Frequency) ซึ่งมนุษย์ได้ยินในช่วงประมาณ 20–20,000 Hz